วันออกพรรษา หรือวันมหาปวารณา กำหนดที่พระสงฆ์อยู่จำพรรษา ๓ เดือน ตามพุทธานุญาตได้สิ้นสุดลงในวันนี้ ต่อจากนี้ไปก็เป็นจีวรกาล คือ เป็นฤดูกาลที่พระสงฆ์จะได้แสวงหาจีวร ซึ่งประเพณีของพระสงฆ์ในสมัยก่อนนั้น เมื่อออกพรรษาแล้วภิกษุทั้งหลายก็จะแยกย้ายกันไปสู่ที่จาริกในที่ต่าง ๆ ตามพระพุทธดำรัสที่ได้ตรัสไว้เป็นนโยบายในการประกาศพระศาสนาในครั้งแรกว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เธอทั้งหลายจงเที่ยวจาริกไป เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข
แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แต่อย่าไปทางเดียวกันสองรูป จงแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น
ท่ามกลางและที่สุด
จงประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะ
เพราะสัตว์ในโลกนี้ที่มีธุลีน้อยยังมีอยู่”
นี้คือพระพุทธดำรัสที่ได้ตรัสสั่งไว้ตั้งแต่ครั้งออกพรรษาแรก แต่ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปสู่ที่ต่างๆ นั้น
ในระหว่างที่อยู่จำพรรษาร่วมกันมา ๓ เดือน
อาจจะมีเรื่องราวที่ขุ่นข้องหมองใจกัน
หรืออาจจะมีเรื่องที่ขัดเคืองกระทบกระเทือนจิตใจกันบ้าง
ทั้งที่เจตนาและไม่มีเจตนา
เพราะธรรมดาของมนุษย์ปุถุชนที่ยังมีกิเลส
ก็ย่อมต้องมีข้อผิดพลาดบกพร่องด้วยกันทั้งนั้น โดยเฉพาะเมื่อมาอยู่รวมกันหลาย ๆ
คนขึ้นไป
ก็จะต้องมีเรื่องราวหรือการกระทำบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง
หรือทำให้คนอื่นไม่สบายใจ
ถ้าหากว่าแยกย้ายกันไปในขณะที่ยังมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจนั้น
ก็คงจะไม่เป็นผลดีทั้งแก่ตัวเองและแก่สังคมสงฆ์โดยส่วนรวม พระพุทธองค์จึงทรงอนุญาตให้สงฆ์ทำปวารณากรรมซึ่งกันและกัน
ปวารณา
ก็คือ
การที่ภิกษุสงฆ์แต่ละรูปเปิดโอกาสให้ว่ากล่าวตักเตือนซึ่งกันและกันได้
โดยครั้งแรกนั้นขณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่วัดพระเชตวัน เมืองสาวัตถี
มีภิกษุเหล่าหนึ่งจำพรรษาอยู่ที่โกศลชนบท
ต่างก็ปรึกษาหารือกันว่า ทำอย่างไรหนอ พวกเราจึงจะเป็นผู้พร้อมเพรียง
ปรองดอง ไม่วิวาทกัน อยู่จำพรรษาโดยความผาสุก และไม่ลำบากด้วยการบิณฑบาต จึงตกลงกันว่า ในพรรษานี้เราจะไม่พูดกัน
ใครมีหน้าที่อะไรก็ทำไป รูปไหนกลับจากบิณฑบาตก่อนก็ให้ปูอาสนะ เตรียมน้ำฉัน
น้ำใช้ รูปใดเห็นหม้อน้ำว่างเปล่าก็ไปตักน้ำมาใส่ให้เต็ม ถ้าหากมีกิจที่จะให้ภิกษุรูปอื่นช่วย
ก็ให้กวักมือเรียก แต่ไม่ต้องเปล่งวาจา
ต่างก็เห็นว่า ถ้าทำอย่างนี้แล้วก็จะเป็นผู้พร้อมเพรียง ปรองดอง
และไม่วิวาทกัน
และได้ทำอย่างนี้มาตลอดพรรษา
ครั้นออกพรรษาแล้วก็ได้เดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอทั้งหลายเป็นผู้มีความพร้อมเพรียง
ปรองดองกัน ไม่วิวาท อยู่จำพรรษาโดยผาสุก ไม่ลำบากด้วยอาหารบิณฑบาตหรือ ภิกษุเหล่านั้นก็ตอบว่ามีความเป็นอยู่ผาสุก
และพร้อมเพรียงกันดี
พระองค์ตรัสถามต่อว่า
พวกเธออยู่กันด้วยวิธีอย่างไร
ภิกษุเหล่านั้นก็กราบทูลตามความเป็นจริง
พระองค์จึงทรงตำหนิว่า เป็นการเป็นอยู่ของโมฆบุรุษ เป็นอยู่อย่างพวกปศุสัตว์ ตรัสห้ามการประพฤติมูควัตร คือ
การไม่พูดกันเป็นวัตร ถือว่าเป็นวัตรของพวกเดียรถีย์ ทรงอนุญาตให้ทำปวารณากรรมซึ่งกันและกัน โดย ๓ สถาน คือ ด้วยการได้เห็น ได้ยิน
หรือสงสัย
เป็นวิธีเปิดโอกาสให้ว่ากล่าวตักเตือนกันและกัน โดยว่าเป็นภาษาบาลีว่า
“สังฆัง ภันเต ปวาเรมิ ทิฏเฐนะวา สุเตนะวา ปริสังกายยะวา วะทันตุ มัง อายัสสะมันโต
อะนุกัมปัง อุปาทายะ ปัสสันโต
ปะฎิกกะริสสามิ”
แปลความว่า ข้าแต่ท่านทั้งหลายผู้เจริญ กระผมขอปวารณาต่อสงฆ์ ถ้าหากว่าสงฆ์ได้เห็น ได้ยิน หรือนึกระแวงสงสัยรังเกียจก็ตาม ในการกระทำของกระผม ขอจงว่ากล่าวกะกระผมด้วยอาศัยความหวังดี
ความเกื้อกูล เมื่อกระผมมองเห็น กระผมจักได้แก้ไขต่อไป “
นี้คือความหมายโดยสรุปของคำปวารณา
การปวารณานี้ถือได้ว่าเป็นหลักสำคัญในการปกครองสงฆ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่ทำให้คณะสงฆ์เจริญรุ่งเรืองสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
การปวารณาหรือการยอมเปิดโอกาสให้คนอื่นว่ากล่าวตักเตือนตนเองได้นั้น
ถือได้ว่าเป็นหลักเบื้องต้นในการที่จะพัฒนาปรับปรุงตนเองให้เจริญก้าวหน้าในกุศลธรรมที่สูงขึ้น
เพราะคนที่ยอมลดทิฏฐิมานะลงรับฟังเสียงคนอื่นตำหนิถึงข้อผิดพลาดบกพร่องของตนเองนั้น นับเป็นคนใจกว้าง และมีพื้นคุณธรรมอยู่พอสมควร
เพราะทิฏฐิมานะนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้คนเราพัฒนาได้หรือไม่ คนที่มีทิฏฐิมานะหรือความถือตัวถือตนจัด ถือตนว่าดีอยู่แล้ว ตนเองถูกต้องแล้ว เก่งแล้ว
ใครๆ
ก็ไม่สามารถว่ากล่าวตักเตือนได้
และจะกลายเป็นคนที่ไม่ยอมรับฟังใคร
เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ยากที่จะรู้ข้อผิดพลาดบกพร่องของตนเอง
จึงไม่สามารถที่จะพัฒนาปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้นได้ แต่ถ้ายอมลดทิฏฐิมานะลงแล้ว ก็สามารถที่จะรองรับคุณธรรมชั้นสูงยิ่ง ๆ
ขึ้นได้ เหมือนอย่างพระตุจฉะโปฏฐิละ ที่ยอมลดทิฏฐิมานะ
รับฟังคำสั่งสอนของสามเณรน้อยอายุเพียง ๗ ขวบ
จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์
อันที่จริงนั้น พระตุจฉะโปฏฐิละนั้น
ท่านเป็นอาจารย์ที่มีความรู้แตกฉานเชี่ยวชาญในพระไตรปิฏก
ทรงจำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไว้ได้อย่างแม่นยำ
ท่านจึงมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย
ลูกศิษย์ที่เรียนจบไปจากสำนักของท่านนั้น
ต่างก็แยกย้ายกันไปบำเพ็ญเพียรตามในป่า
บ้างก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์ บ้างก็เป็นพระโสดาบัน บ้างก็เป็นสกทาคามี แต่พระตุจฉะโปฏฐิละท่านมัวแต่สอนคนอื่น ๆ
อยู่
ยังไม่ได้บรรลุคุณธรรมอะไรสักอย่างเดียว
พระพุทธองค์จึงตรัสเรียกท่านว่าตุจฉะโปฏฐิละ แปลว่าใบลานเปล่า เวลาท่านไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
พระองค์จะตรัสเรียกว่า มาแล้วหรือคุณใบลานเปล่า
นั่งซิคุณใบลานเปล่า เวลาท่านจะกลับก็ตรัสว่า จะกลับแล้วหรือคุณใบลานเปล่า
ท่านได้ยินพระพุทธองค์ตรัสเรียกอย่างนั้น
ก็มาคิดว่า
ทำไมพระพุทธเจ้าจึงเรียกเราอย่างนั้น
ทั้ง ๆ ที่เราเป็นผู้ทรงจำพระพุทธวจนะ
และมีลูกศิษย์ลูกหาอย่างมากมาย
คิดไปคิดมาก็เข้าใจได้ว่า
เพราะตนเองยังไม่ได้บรรลุคุณธรรมอะไร เพียงแต่มีความรู้และสอนคนอื่น ๆ
อยู่เพียงอย่างเดียว
ท่านจึงได้เข้าไปหาพระที่เคยเป็นลูกศิษย์ของท่าน ที่เป็นพระอรหันต์บ้าง
ว่าขอให้ช่วยแนะนำสั่งสอนข้อปฏิบัติธรรมให้แก่ท่านบ้าง พระที่เคยเป็นลูกศิษย์ของท่านก็ไม่กล้าสอน เพราะตัวเองเคยเป็นลูกศิษย์ของท่านมาก่อน
จะสอนท่านมันก็นึกอย่างไรอยู่
ก็เลยไม่ยอมสอน ท่านก็ไปหาภิกษุรูปอื่นๆ อีก แต่ไม่มีใครกล้าสอนท่านสักรูปเดียว เพราะท่านเคยเป็นอาจารย์ของภิกษุเหล่านั้นมาหมดแล้ว ท่านก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เข้าไปหาสามเณรน้อยรูปหนึ่ง สามเณรก็ยินยอมจะสอนแต่มีเงื่อนไขว่า ถ้าหากท่านยินยอมทำตามที่สามเณรสั่งทุกอย่างสามเณรก็ยินยอมจะสอนให้
ท่านก็รับปาก
สามเณรจึงสั่งให้ท่านห่มจีวรอย่างดี
แล้วให้เดินลงไปในสระน้ำที่อยู่ใกล้ ๆ กัน
โดยไม่ต้องถอดจีวร
ท่านก็ยินดีเดินลงสระไปอย่างว่าง่าย
พอลงไปแค่เพียงชายจีวรเปียก สามเณรเห็นว่าท่านคงไม่มีทิฏฐิมานะแล้ว จึงได้บอกแนวปฏิบัติธรรมให้
โดยยกจอมปลวกขึ้นเป็นอุปมาเปรียบเทียบว่า ในจอมปลวกแห่งหนึ่ง มีช่อง ๖ ช่อง
มีเหี้ยตัวหนึ่งเข้าไปในจอมปลวกนั้น ถ้าต้องการจะจับเหี้ย ก็ให้อุดช่องทั้ง ๕ เสีย
ให้คอยเฝ้าระวังช่องที่เหลือ ก็สามารถจับเหี้ยได้ ในทวารทั้งหลาย ๖ ก็เหมือนกัน ให้ท่านปิดทวารทั้ง ๕ เสีย ให้เฝ้าระวังจิตอยู่ที่มโนทวาร คือ
ให้เฝ้าระวังใจ พอท่านได้ฟังอย่างนี้
ก็เกิดสว่างโพลงขึ้นทันที ได้เริ่มตั้งกรรมฐานไว้ที่มโนทวาร
ในไม่ช้าก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์
นี้คือผลดีของการยอมลดทิฏฐิมานะ ก็สามารถที่จะบรรลุคุณธรรมชั้นสูงขึ้นไปได้ ถ้าหากว่าท่านไม่ยอมลดทิฏฐิมานะแล้ว
ก็ไม่สามารถที่จะบรรลุคุณธรรมชั้นสูงได้
คนเราก็เหมือนกัน ทุกคนล้วนแล้วแต่มีข้อผิดพลาดด้วยกันทั้งนั้น
ถ้าหากว่ายอมลดทิฏฐิมานะมาสำรวจตัวเองด้วยใจเป็นกลางแล้ว
จะพบว่าตนเองมีข้อผิดพลาดบกพร่องมากมาย แต่การที่จะรู้ว่าตนเองมีข้อผิดพลาดบกพร่องอะไรนั้น
บางครั้งก็ต้องอาศัยบุคคลอื่น
หรือผู้อื่นที่อยู่ร่วมกันเป็นกระจกเงาคอยสะท้อนหรือคอยบอกให้
เพราะตนเองมักจะไม่รู้หรือมองข้อบกพร่องของตนไม่เห็น เมื่อรู้ว่าตนมีข้อบกพร่องอย่างไรแล้ว
วิสัยของบัณฑิต ก็ต้องปรับปรุงแก้ไขตนเองเสียใหม่
เป็นการพัฒนาให้ตนก้าวหน้าไปในกุศลธรรมที่สูงยิ่งๆ ขึ้น
การที่จะพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้าได้นั้น ท่านบอกว่าขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ ๒ ประการ
คือ ๑. ปัจจัยภายนอกดี ๒. ปัจจัยภายในดี
ปัจจัยภายนอกดี
ก็ได้แก่ ปรโตโฆสะ การมีกัลยาณมิตร
หรือคนดี เมื่อคบหากับกัลยาณมิตรหรือคนดีแล้ว
ก็ยอมรับฟังคำชี้แนะ คำตักเตือนจากท่านเหล่านั้นด้วยความเคารพ เรียกว่า
สัทธัมมัสสวนะ
คำชี้แนะคำตักเตือนของคนดีนั้นท่านถือว่าเป็นขุมทรัพย์ คนที่คอยชี้แนะข้อผิดพลาด ข้อบกพร่อง
คอยตักเตือนเราอยู่เสมอเมื่อเราได้ทำสิ่งที่ผิดพลาดบกพร่องไป ท่านเรียกว่าผู้ที่ชี้ขุมทรัพย์
พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้เราเข้าไปคบหากับบุคคลเช่นนั้น ดังพระพุทธพจน์ว่า
นิธีนํว ปวตฺตารํ ยํ ปสฺเส วชฺชทสฺสินํ
นิคฺคยฺหวาทึ เมธาวี ตาทิสํ ปณฺฑิตํ ภเช
ตาทิสํ ภชมานสฺส เสยฺโย โหติ น ปาปิโยติฯ
ซึ่งแปลเป็นใจความได้ว่า
“คนเราควรมองท่านผู้มีปัญญาใด ๆ ที่คอยชี้โทษ คอยกล่าวคำขนาบอยู่เสมอไป ว่าคนนั้นแหล่ะ
คือผู้ชี้ขุมทรัพย์ละ
ควรคบหากับบัณฑิตเช่นนั้น
เมื่อคบหากับบุคคลเช่นนั้นอยู่ จักมีแต่ความเจริญฝ่ายเดียว ไม่มีเสื่อมเลย”
นี่คือพุทธพจน์ที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของคำตักเตือนจากบัณฑิต จากนักปราชญ์ผู้เป็นกัลยาณมิตร ใครก็ตามที่หวังดีปรารถนาดีต่อเรา
เข้ามาชี้แนะตักเตือนให้เราได้รู้ข้อผิดพลาดบกพร่องของตนเอง ให้ถือว่าท่านผู้นั้นมีบุญคุณแก่เรา
เช่นครูบาอาจารย์ที่คอยจ้ำจี้จ้ำใชคอยตักเตือนเราอยู่เสมอๆ นั้นถือว่าเป็นผู้ชี้ขุมทรัพย์ให้แก่ศิษย์ เพราะทำให้ศิษย์ได้รู้จักพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้าขึ้น ให้เจริญในกุศลธรรมยิ่งขึ้น แต่ถ้าศิษย์คนใดถึงแม้จะทำผิดพลาดอย่างไร ครูบาอาจารย์ก็วางเฉย ไม่ว่ากล่าวตักเตือน ถือได้ว่าคนนั้นเหมือนกับถูกฆ่าทั้งเป็น เพราะการทำผิดพลาดแล้วไม่มีใครตักเตือน ถือได้ว่าเหมือนกับการถูกฆ่าในอริยวินัย เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในเกสีสูตร
ถึงวิธีการในการปกครองคนว่า
พระองค์ปกครองทั้งวิธีละมุนละม่อม และวิธีรุนแรง แต่ถ้าฝึกไม่ได้ สอนไม่ได้ พระองค์ก็ฆ่าเสีย การฆ่าก็คือ การไม่ว่ากล่าวตักเตือน
จะทำถูกทำผิดก็ไม่ว่ากล่าว
ดังนั้นผู้ใดที่มีผู้คอยว่ากล่าวตักเตือน
นับว่าเป็นผู้ที่มีโชคดีอย่างที่สุด
แต่ในฐานะที่เป็นครูบาอาจารย์ ถ้าหากว่าเห็นสัทธิวิหาริก
หรืออันเตวาสิกของตนทำผิดพลาดแล้วไม่ว่ากล่าวตักเตือนนั้น ท่านถือว่าเป็นผู้เกลี่ยหยากเยื่อลงในพระศาสนา คำแนะนำตักเตือนนั้น อาจจะไม่ไพเราะ อาจจะไม่ถูกอกถูกใจของผู้ฟังเท่าใดนัก
เพราะธรรมดาของมนุษย์นั้นนิยมชื่นชมกับคำยกย่องสรรเสริญ ไม่ชอบคำตำหนิติเตียน แต่ลองพิจารณาดูเถิดว่า คำตำหนิตักเตือนนั้น รสชาติมันค่อนข้างจะขื่นขมก็จริง แต่ผลของมันช่างหอมหวาน
คือทำให้เราไม่ลืมตัวเอง และสามารถพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้าได้ ส่วนคำยกย่องสรรเสริญ มีรสน่าชื่นชมก็จริง แต่ผลเบื้องปลายไม่น่าชื่นชมยินดีเลย เพราะอาจจะทำให้เราหลงลืมตัว ประมาทมัวเมา
นึกว่าตนดี ตนเก่งแล้วก็ได้
ดังนั้นการยอมรับฟังคำชี้แนะตักเตือนจากนักปราชญ์ จากกัลยาณมิตร
ถือได้ว่าเป็นปัจจัยข้อแรกในการพัฒนาตนเอง
๒. ปัจจัยภายในดี ก็ได้แก่
โยนิโสมนสิการ
การไตร่ตรองพิจารณาหาเหตุผลโดยอุบายอันแยบคาย ให้รู้จักคิด คิดถูก
คิดเป็นระบบ เสียงตำหนิติเตียนจากคนอื่นนั้น
อาจจะถูกก็ได้ อาจจะผิดก็ได้
เราต้องใช้โยนิโสมนสิการเข้าช่วย
คือคิดไตร่ตรองด้วยเหตุผลว่าจริงหรือไม่ ถูกต้องหรือไม่ ถ้าจริง ถ้าถูก
ก็ลงมือประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องสมควรแก่เหตุผล เรียกว่า ธรรมานุธรรมปฏิบัติ ประพฤติธรรมให้สมควรแก่ธรรม
ปัจจัยสำคัญดังที่กล่าวมานี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เราสามารถพัฒนาตัวเอง
จากมนุษย์ปุถุชนธรรมดา ให้เป็นกัลยาณปุถุชน จนถึงระดับอริยชนได้ในที่สุด การปฏิบัติตามหลักปวารณากรรมอย่างจริงจัง นอกจากจะเป็นประโยชน์แก่ตัวเองแล้ว ยังจะส่งผลถึงความเจริญก้าวหน้าของหมู่ของคณะอีกด้วย เพราะถ้าหากภิกษุสงฆ์แต่ละรูป ๆ
ที่อยู่ร่วมหมู่คณะเดียวกัน
ต่างก็มีความปรารถนาดีต่อกันอย่างจริงใจ
มีอะไรที่คับอกคับใจหรือไม่สบายอกไม่สบายใจก็เปิดใจต่อกัน พูดตักเตือนกันต่อหน้า ตักเตือนกันด้วยความปรารถนาดี
หวังที่จะให้ผู้นั้นได้ปรับปรุงแก้ไขตัวเอง
เมื่อเป็นอย่างนี้หมู่คณะนั้นก็อยู่กันอย่างสมัครสมานสามัคคี ไม่ทะเลาะวิวาทแตกแยกกัน แต่บางคนเห็นคนอื่นทำผิดพลาดบกพร่อง ไม่พูดตักเตือนต่อหน้า แต่กลับนำไปพูดลับหลัง
การนำความดีของผู้อื่นไปพูดลับหลังนั้นท่านเรียกว่าสรรเสริญ แต่ถ้านำความไม่ดีไปพูดลับหลังนั้นท่านเรียกว่านินทา
การนินทานี้เป็นการกระทำของคนที่ขี้ขลาดอย่างที่สุด เพราะเป็นการลอบทำร้ายคู่ต่อสู้ด้วยวาจา
โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้แก้ข้อกล่าวหาหรือโต้แย้งได้เลย คนที่ชอบนินทา
นอกจากจะสร้างวิบากกรรมให้แก่ตนเองแล้ว
ยังเป็นการทำลายความสามัคคีของหมู่คณะอย่างร้ายแรงที่สุด
บางคนแค่เพียงนึกคิดหรือเอาเองว่าคนนั้นเป็นอย่างนั้น คนนี้เป็นอย่างนี้
หรือเพียงได้ยินเสียงเล่าลือ หรือเสียงเขาว่า ซึ่งหาต้นตอไม่ได้ ก็ตั้งตนเป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กระจายข่าวเสียจนผู้นั้นเสียหายไม่มีชิ้นดี ไปอยู่ที่โน่นก็นินทาฝ่ายนี้ ไปอยู่ฝ่ายนี้ก็นินทาฝ่ายโน้น สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในหมู่คณะ
เพราะฉะนั้นหากมองเห็นข้อผิดพลาดของบุคคลอื่น ถ้าไม่พูดในเชิงสร้างสรรค์
หรือตำหนิตักเตือนด้วยความปรารถนาดีแล้ว
ก็อย่านำไปนินทาเลย ปิดปากไว้ไม่พูดจา
ดีกว่านินทาเพื่อนบ้าน นอกจากจะไม่นินทาแล้ว ก็อย่าไปฟังเรื่องนินทา
เพราะใครก็ตามที่มานินทาคนอื่นให้เราฟัง ในขณะที่เขาชอบใจเราก็ไม่เป็นไร
แต่วันใดที่เขาเกิดไม่ชอบใจเราขึ้นมา
เราก็จะเป็นเหยื่อรายต่อไปที่จะถูกนินทา
ดังนั้นต้องหลีกเลี่ยงทั้งการนินทาคนอื่นและฟังคนอื่นนินทา
คนเราถ้าจะเพ่งมองแต่ข้อผิดพลาดบกพร่องนั้น สามารถที่จะหาเรื่องมานินทาได้ทั้งนั้น เพราะเรื่องการนินทานี้เป็นเรื่องเก่าแก่โบร่ำโบราณ
มันมีคู่โลกมานาน
ไม่มีใครเลยที่จะไม่เคยถูกนินทา
แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองก็ยังถูกนินทาว่าร้าย สุนทรภู่จึงแต่งเป็นคำกลอนไว้ว่า อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ ไม่ชอกช้ำเหมือนเอามีดมากรีดหิน แม้แต่องค์พระปฏิมายังราคิน
คนเดินดินหรือจะสิ้นคนนินทา
เพื่อสร้างความเจริญมั่นคงของหมู่ของคณะ
พระพุทธองค์จึงทรงวางหลักสาราณียธรรมเอาไว้เพื่อสร้างเสริมความสามัคคีของหมู่คณะ
คือ ให้ตั้งความเมตตา
ต่อเพื่อนพระภิกษุสามเณร ทั้งทางกาย วาจา และทางใจ มีความปรารถนาดีต่อกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง
คือ จะคิด จะพูด จะทำอะไรต่อเพื่อนภิกษุสามเณรด้วยกัน ก็คิด พูด ทำ
ด้วยความเมตตาปรารถนาดีต่อกัน
มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่รู้จักช่วยเหลือแบ่งปัน
มีความประพฤติปฏิบัติที่เสมอเหมือนกัน ไม่นอกรีตนอกรอย และที่สำคัญที่สุดก็คือ มีความเห็นสอดคล้องกันกับผู้อื่นในหมู่ในคณะ
ถ้าปฏิบัติตามได้อย่างนี้ความสามัคคีของสังคมสงฆ์ก็จะเกิดขึ้น เมื่อหมู่สงฆ์มีความสมัครสมานสามัคคี ก็จะส่งผลถึงประชาชนส่วนใหญ่ด้วย
คนที่ยังไม่ศรัทธาเลื่อมใสก็จะเกิดความศรัทธาเลื่อมใส
คนที่ศรัทธาเลื่อมใสอยู่แล้วก็จะศรัทธาเลื่อมใสยิ่งขึ้น
เป็นการยกระดับจิตใจของประชาชนให้เข้าหาศีลธรรม โดยอาศัยคุณงามความดีของคณะสงฆ์เป็นสื่อ
นี้คือประโยชน์จากการทำปวารณากรรมของพระสงฆ์
ไม่ใช่จะมีประโยชน์เฉพาะแต่พระสงฆ์เท่านั้น แม้แต่ฆราวาสประชาชนทั่วไป
ก็สามารถนำหลักการนี้ไปใช้ในการครองเรือนได้ ทั้งในสถาบันครอบครัว สถานที่ทำงาน
และในหน่วยงานต่าง ๆ
เช่นสามีภรรยาได้ปวารณาต่อกันว่า
ถ้าหากคุณเห็นฉันผิดพลาดบกพร่องอย่างไร
ขอความกรุณาคุณช่วยแนะนำว่ากล่าวตักเตือนฉันด้วย ฉันจะได้ปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องต่อไป
เมื่อเป็นอย่างนี้สมาชิกในครอบครัวก็จะไม่แตกแยกกัน
ในองค์กรก็จะมีความสมัครสมานสามัคคีกัน
แต่ที่สำคัญคือจะต้องทำจริงจัง ไม่ใช่ทำแต่พอเป็นพิธี
และจะต้องมีจิตใจกว้างพอที่จะรับฟังข้อผิดพลาดบกพร่องของตนเองได้ มิใช่ว่าพอใครมาว่ากล่าวตักเตือนก็โกรธ
ท่านญาติโยมและท่านผู้ฟังทั้งหลาย เมื่อวันปวารณาออกพรรษามาถึงเข้า ถ้าหากเราทำกันอย่างจริงจัง
เน้นที่เนื้อหาสาระของพิธีกรรมมากกว่ารูปแบบประเพณีแล้ว
ประโยชน์ที่จะได้รับจากวันปวารณานี้มากมายยิ่งนัก
นอกจากนี้แล้วในคณะสงฆ์คณะธรรมยุตยังถือว่าวันนี้เป็นวันระลึกถึงบุพพาจารย์ คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔
ผู้ทรงก่อตั้งคณะสงฆ์คณะธรรมยุตขึ้น
พระองค์เป็นพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงประสูติเมื่อวันมหาปวารณา พ.ศ. ๒๓๔๗ และสวรรคตในวันมหาปวารณา พ.ศ. ๒๔๑๑
พระองค์เป็นกษัตริย์ที่มีความรู้ความความสามารถทั้งทางคดีโลกและคดีธรรม ทรงเชี่ยวชาญและมีความรู้แตกฉานในภาษาบาลีเป็นอย่างมาก ทรงผนวชอยู่นานถึง ๒๗ พรรษา เป็นกษัตริย์พระองค์เดียวที่เป็นเปรียญ
โดยสอบครั้งเดียวได้ถึง ๕ ประโยค
สมัยผนวชอยู่นั้น
เมื่อถึงวันปวารณา พระองค์จะปวารณาต่อสงฆ์ ในเรื่องที่อาจจะมีความพลั้งพลาด
ไม่เหมาะสม เปิดโอกาสให้พระสงฆ์ได้ว่ากล่าวตักเตือนได้ ตามพระวินัยนิยม
ครั้นลาสิกขาออกไปครองราชย์แล้ว
พระองค์ก็ยังคงเสด็จไปวัด
ทรงปวารณาต่อสงฆ์เช่นเดียวกับสมัยที่ยังทรงผนวชอยู่ แต่ในวันมหาปวารณา พ.ศ. ๒๔๑๑ ก่อนที่พระองค์จะสวรรคตนั้น ทรงประชวรหนัก
ไม่อาจเสด็จไปด้วยพระองค์เองได้ จึงทรงให้พระยาศรีสุนทรโวหารนำกระดาษมาจดพระราชนิพนธ์เป็นภาษาบาลี
แล้วให้นำไปอ่านขอขมาต่อสงฆ์ที่วัดราชประดิษฐ์ ใจความในพระราชดำรัสตอนหนึ่ง
แปลเป็นไทยได้ว่า
“สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่บุคคลเข้าไปยึดมั่นถือมั่นอยู่ จะไม่พึงมีโทษ สิ่งนั้นไม่มีเลยในโลก
หรือว่าบุคคลยึดถือสิ่งใดไว้
จะพึงเป็นผู้ไม่มีโทษ สิ่งนั้นไม่มีเลยในโลก
โยมได้ศึกษาถึงการไม่ยึดมั่นถือมั่นอยู่ว่า
สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน ย่อมเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย
สิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั้น นั้นไม่ใช่ตัวตนของเรา ความตายใด ๆ
ของสัตว์ทั้งหลาย ความตายนั้นไม่น่าอัศจรรย์ เพราะความตายนั้น
เป็นวิถีทางของสัตว์ทั้งปวง
ขอพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด โยมขอลา โยมไหว้ สิ่งใดที่โยมผิดพลั้ง ขอสงฆ์จงอดโทษสิ่งทั้งนั้นแก่โยมเถิด
แม้เมื่อกายของโยมกระสับกระส่ายอยู่
แต่จิตของโยมจักไม่กระสับกระส่ายไปตามกาย
โยมทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าศึกษาอยู่อย่างนี้”
หลังจากพระองค์บอกให้จดเสร็จ คนใกล้ชิดก็ได้ยินเสียงภาวนาว่าพุทโธ ๆ แล้วก็สวรรคตไปด้วยพระอาการอันสงบ
ถือได้ว่าการสวรรคตของพระองค์นั้นเป็นการจากไปด้วยธรรม และคงไปสุคภพติอย่างแน่นอน เพราะพระพุทธพจน์ที่ได้ตรัสยืนยันไว้ว่า
จิตฺเต อสังกิลิฏเฐ สุคติ ปาฏิกังขา
ถ้าหากมีจิตไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็นอันหวังได้
ในวันนี้คณะสงฆ์คณะธรรมยุต
นอกจากจะทำปวารณากรรมตามพระวินัยแล้ว
ยังมีการจับสลากของขวัญกัน
เพื่อเป็นการอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
หากพระองค์ทรงรับทราบด้วยญาณวิถีใดๆ
ก็โปรดอนุโมทนาในกุศลเจตนาที่บรรดาภิกษุสามเณรและญาติโยมทั้งหลายได้อุทิศถวายแล้วนี้ด้วยเทอญ


